Ginger short น้ำขิงช็อตสำหรับคนอยากสวย

Ginger Shot หรือขิงสกัด หลายคนนิยมกินเป็นช็อตทุกวันในตอนเช้า เนื่องจากมีสรรพคุณมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

แต่ก่อนที่จะไปดูประโยชน์ของขิงช็อตเรามาดูในส่วนของวัตถุดิบสำหรับการทำขิงช็อตซึ่งทำง่ายมาก ว่ามีอะไรบ้าง

วัตถุดิบ

1.ขิงแก่ 3 หัวใหญ่ๆ (สามารถใช้ขิงผงแทนได้)

2.ขมิ้น 3-4 ชิ้นเล็ก (สามารถใช้ขมิ้นผงแทนได้)

3.แอปเปิล 1 ลูก (ช่วยให้ทานง่าย)

4.เลม่อน 1 ลูก

5.มะนาว 2 ลูก

6.ส้ม 2 ลูก

7.น้ำผึ้ง 1 ช้อน (หรือชิมตามรสที่ชอบ)

8.พริกไทยดำบด 1 หยิบนิ้ว

9.น้ำสะอาด (ช่วยให้ปั่นง่ายขึ้น)

ส่วนวิธีการทำนั้นก็ไม่ยาก

1.ขิงและขมิ้น หั่นเป็นแว่นๆ

2.แอปเปิล ส้ม เลม่อน และมะนาวให้ปอกเปลือกไม่ต้องนำเม็ดออก นำทั้งหมดใส่โถปั่น

3.เติมน้ำสะอาดเพื่อให้ปั่นง่ายขึ้นและใส่พริกไทยดำบดลงไป จากนั้นทำการปั่นได้เลย

4.ใช้ผ้าขาวบางกรองเอากากออก ก็จะได้เป็นน้ำขิงสกัดที่เข้มข้นมาก

วิธีการรับประทาน

แนะนำสูตรสำหรับทานง่าย ให้เติมน้ำผึ้งลงไป จากนั้นให้แบ่งน้ำขิงสกัดเป็น 3 ส่วน เติมน้ำเปล่า 1 ส่วน ให้เจือจาง จากนั้นแบ่งเป็นช็อต สามารถเก็บในตู้เย็นได้ประมาณ 7 วัน

แนะนำให้ดื่มทุกเช้าวันละ 1 ช็อต เพราะจะช่วยเรื่องระบบย่อยอาหาร ดีท็อกซ์ลดพุง ช่วยชะลอวัยและเรื่องผิวพรรณ เสริมภูมิคุ้มกันได้ดีมากๆเลยค่ะ

#ดื่มความสุขสดชื่น
#ดื่มน้ำขิงดื่มจินเจน

3 ความลับของขิงที่หลายคนคาดไม่ถึง

หลายคนอาจรู้กันอยู่แล้วว่าสรรพคุณของขิงนั้นช่วยบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ลดอาการวิงเวียนศีรษะจากการเมารถได้

แต่จริงๆแล้วน้ำขิงมีความลับมากกว่านั้น มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1.ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อได้

เหมาะมากๆกับในยุคโรคระบาดอย่าง โควิด เพราะมีงานวิจัยจากปี 2008 พบว่าเวลาที่้เราดื่มน้ำขิงทุกวันจะช่วยลดเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่อยู่ในช่องปากและทางเดินหายใจได้

ดังนั้นก็หมายความว่าอาจมีส่วนที่จะช่วยทำให้คนที่ดื่มน้ำขิงเป็นประจำมีภูมิต้านทานที่แข็งแรงมากขึ้น จึงไปช่วยต่อต้านเชื้อโรคจากแบคทีเรียและไวรัสนั่นเอง

 

2.ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคสมองเสื่อม

ใครก็ตามที่รู้สึกไม่ดี กลัวจะเป็นโรคอัลไซเมอร์ในอนาคต ดื่มน้ำขิง หรือทานขิงช่วยได้ เพราะในงานวิจัยพบว่า เมื่อให้ผู้หญิงในวัย 50-60ปี ทานขิงสกัดติดต่อกัน 2 เดือน จะช่วยพัฒนาความจำให้ดีขึ้นได้ ดังนั้นเขาจึงเชื่อว่า น้ำขิงน่าจะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในอนาคตได้

 

3.บรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือน

เพียงดื่มน้ำขิงก่อนประจำเดือนมา 4 วันทุกเช้า

ผลปรากฎว่าอาการปวดท้องประจำเดือนลดลง

โดยที่ในงานวิจัยถ้าคุณลองไปหาอ่านก็จะมีเยอะมากในเรื่องช่วยปวดท้องประจำเดือน ดังนั้นคุณสามารถนำขิงมาทำเป็นอาหาร หรือจะดื่มเป็นน้ำขิงก็ได้ง่ายๆ สะดวกและประหยัดเวลาได้เป็นอย่างดี

 

#ดื่มความสุขสดชื่น #ดื่มน้ำขิงดื่มจินเจน

จริงหรือไม่? มีรอบเดือนห้ามทานของเย็น!

เคยได้ยินมั้ยครับคุณผู้หญิง ว่าเวลาเป็นประจำเดือนนั้นห้ามทานอะไรที่เป็นของเย็น ๆ จะจริงหรือไม่ และเพราะอะไร วันนี้มาหาคำตอบไปพร้อมกันค่ะ

ปกติแล้วช่วงที่มีประจำเดือนจะเป็นช่วงที่ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้รุ้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว ภูมิคุ้มกันโรคก็ลดต่ำลงด้วย และนี้เองที่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ไม่ควรทานของเย็น เพราะว่าจะยิ่งทำให้เชื้อโรคที่แฝงอยู่ในสิ่งแวดล้อมเข้ามาทำร้ายร่างกายให้เราป่วยได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นการที่เราเลี่ยงไม่ทานของเย็น ก็จะเป็นการช่วยรักษาอุณหภูมิร่างกายให้คงที่ในช่วงที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงนั่นเองค่ะ

ดังนั้นถ้าหากใครอยากทานของเย็นในช่วงมีประจำเดือนล่ะก็ไม่ต้องกังวลไป สามารถทานได้ เพราะไม่ได้มีผลต่อการเป็นลิ่มเลือด หรือทำให้ปวดประจำเดือนมากขึ้น แต่ก็แนะนำให้ทานในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินไปก็พอค่ะ หรือถ้าทานแล้วก็ทานอะไรร้อนๆกลับไปปรับสมดุลในร่างกายเพิ่มอีกหน่อย เช่น น้ำขิงอุ่นๆสักแก้ว เพราะนอกจากช่วยปรับสมดุลแล้ว น้ำขิงยังช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้อีกด้วยนะคะ

ที่มา : pobpad

#ดื่มความสุขสดชื่น #ดื่มน้ำขิงดื่มจินเจน

7 ประโยชน์ของการดื่มชา ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน!

เมื่อพูดถึงเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย หนึ่งในชื่อที่ทุกคนต้องรู้จักนั่นก็คือ “ชา”

วันนี้จินเจนเลยขออาสาพามาดูกันว่าประโยชน์และสรรพคุณของชานั้นจะมีดีมากแค่ไหน ซึ่งบางข้อหลายคนก็อาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อนก็ได้

ก่อนอื่นมาดูประเภทของชากันก่อน ปัจจุบัน “ชา” มีอยู่ 2 ประเภท คือ

1. ใบชาแท้ ๆ เก็บมาจากยอดอ่อนของต้นชา สีและรสชาติจะแตกต่างกันออกไปตามการหมัก โดย ชาเขียวและชาขาวจะเป็นชาทีไม่ผ่านการหมักใด ๆ เลย ส่วนชาอู่หลง ได้ผ่านการหมักมาแล้วบาง ส่วน และชาดําคือชาที่ผ่านการหมักอย่างสมบูรณ์แบบ

2. ชาสมุนไพร มักจะผสมจากผลไม้ สมุนไพรอืน ๆ เสียมากกว่า เช่น ชาคาโมมายล์, ชาเปปเปอร์มินต์, ชาขิง คุณประโยชน์จากชาสมุนไพรจึงอาจแตกต่างกันไปตามส่วนผสมและสรรพคุณของสมุนไพรแต่ละชนิด

อย่างไรก็ตามประโยชน์หลัก ๆ ของการดื่มชานั้น สามารถสรุปรวมได้ ดังนี้

1. ช่วยให้หัวใจแข็งแรง มีงานวิจัย ในเมืองนอกหลาย ๆ ฉบับยืนยันว่า ผู้ที่ดื่มชาเขียวเป็นประจํา (วันละประมาณ 3 แก้ว) มี โอกาสเจ็บป่วยจากโรคหัวใจลดลงถึง 20% และลดโอกาสการป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง 35% เพราะว่าเมื่อดื่มชาเข้าไปแล้ว ระบบหมุนเวียนเลือดจะดีขึ้นนั่นเอง

2. แก่ช้า หน้าเด้ง เพราะสารสกัดในชาอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งจะช่วยให้ร่างกายเสื่อมโทรมช้าลง  และยังช่วยปกป้องเราจากมลภาวะต่าง ๆ ได้อีกด้วย

3. บรรเทาปัญหาท้องผูก ชาเป็นยาระบายอ่อน ๆ ใครที่ท้องผูกบ่อย ๆ ลองดื่มชาเป็นตัวช่วยเสริมให้เกิดการขับถ่ายได้ (หากดื่มในปริมาณที่เหมาะสม) รวมไปถึงช่วยระบบย่อยอาหารได้เช่นกัน

4. ชาช่วยรักษากระดูก มีงานวิจัยหนึ่งบอกว่า หากดื่มชาสมุนไพรมะรุมเป็นประจําจะช่วยให้กระดูกแข็งแรง เพราะในใบ มะรุมมีแคลเซียมสูงกว่านม แถมยังมีวิตามินเค และธาตุเหล็กด้วย

5. ดื่มชาช่วยให้สดชื่น โดยเฉพาะหลังออกกําลังกาย และที่สําคัญคือ ชาช่วยเพิ่มพลังให้ร่างกายเราได้เหมือนดื่มกาแฟ แต่มีปริมาณคาเฟอีนต่ำกว่า จึงสามารถดื่มได้โดยไม่ต้องคอยกังวลว่าจะ นอนไม่หลับ แถมชาบางชนิดยังช่วยให้เราหลับง่าย ผ่อนคลายยิ่งกว่าเดิม เช่น ชาสมุนไพร จําพวกชาลาเวนเดอร์, ชาคาโมมายล์ เป็นต้น

6. สุขภาพฟันแข็งแรง  เพราะในใบชาเต็มไปด้วยฟลูออไรด์ ทําให้เมื่อเราดื่มเข้าไปจะช่วยปกป้องไม่ให้ฟันผุได้ และยังต่อต้านแบคทีเรียในช่องปากอีกด้วย

7. ช่วยลดการเกิดโรคอัลไซเมอร์ มีงานวิจัยสนับสนุนว่า การดื่มชาบ่อย ๆ โดยเฉพาะชาเขียว มีส่วนช่วยเรื่องความจําใน สมองของเราได้เป็นอย่างดี เพราะชาจะช่วยให้สมองแต่ละส่วนทํางานเชื่อมต่อกันได้ดี จึงลดโอกาส เกิดโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ได้ด้วย

อย่างไรก็ตามการดื่มชาก็มีข้อควรระวังเช่นกัน สําหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับไต, กระเพาะอาหาร, ความดันโลหิตสูง, สตรีมีครรภ์, ผู้ปวยเบาหวาน และผู้ที่มีภาวะเสี่ยงอื่น ๆ ต้องศึกษาอย่างละเอียดหรือปรึกษาแพทย์ก่อนดื่มชาแต่ละชนิดนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก: healthland.time.com และ medthai.com

เคล็ดลับดูแลสุขภาพ ในช่วง “ปลายฝนต้นหนาว”

ช่วงของการปรับเปลี่ยนฤดูกาลเข้าสู่ฤดูหนาว  หรือช่วงปลายฝนต้นหนาว หลายพื้นที่ของประเทศไทยมีสภาพภูมิอากาศค่อนข้างเย็นลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสมดุลภายในร่างกาย ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น และมีโอกาสเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ

ดังนั้นในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ เราจึงจำเป็นต้องเสริมสร้างภูมิต้านทานร่างกายให้แข็งแรง นอกจากการดูแลสุขภาพด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ผ่อนคลายความเครียด ออกกำลังกาย และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์แล้ว

วันนี้จะมาแนะนำการดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพรใกล้ตัว “น้ำขิง” สมุนไพรไทยรสเผ็ดร้อนสำหรับปลายฤดูฝน ต้นฤดูหนาว จะช่วยเพิ่มความอบอุ่นของร่างกาย บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้สะดวก และบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออีกด้วย

การทำ น้ำสมุนไพร เป็นหนึ่งในรูปแบบยอดนิยมของการนำพืชสมุนไพรใกล้ๆ ตัวที่มีหลากหลายสรรพคุณเพื่อการบริโภคโดยสะดวกง่ายดาย โดยเฉพาะน้ำสมุนไพรที่นำมาปรุงรสให้หวาน เพื่อให้รับประทานง่ายขึ้น อีกทั้งความหวานก็ยังเป็นการเพิ่มสรรพคุณบำรุงร่างกายอีกด้วย นอกจากนี้ น้ำสมุนไพรอาจใส่เครื่องเทศ เช่น กระวาน กานพลู พริกไทย ลงไปด้วย เพื่อช่วยแต่งกลิ่นปรุง

อีกทั้งยังมีการประยุกต์เอาสมุนไพรและผลไม้ เช่น สับปะรด มะนาวทั้งแบบสดและแห้งมาคั้น หรือต้มกับน้ำผสมน้ำตาลหรือเติมน้ำเชื่อม เป็นเครื่องดื่มแก้กระหาย ประโยชน์ของน้ำสมุนไพรสามารถกินได้ทั้งในรูปของยาและเครื่องดื่ม

ตัวอย่างสรรพคุณของสมุนไพร

พริกไทยดำ : รสเผ็ดร้อน บำรุงไฟธาตุ ขับลม แก้หอบหืด ปวดท้อง

กานพลู : รสเผ็ดร้อน บำรุงโลหิต บำรุงไฟธาตุ ช่วยย่อยอาหาร ทำให้อาหารรสชาติดีขึ้น

ยี่หร่า : มีพลังร้อน บำรุงไฟธาตุ แก้ไข้ ช่วยย่อยอาหาร บำรุง ร่างกาย ทำให้อาหารมีรสชาติดีขึ้น

กระวาน : รสเผ็ดร้อน แก้ไอ หอบหืด ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร  ช่วยขับลม และแก้แน่นจุกเสียด

ชะเอม : มีพลังเย็น รสหวาน ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงผิวพรรณ แก้กระหาย แก้เสมหะ แก้อาเจียน เป็นยาระบายอ่อน

และหนึ่งในเมนูน้ำสมุนไพรไทยที่แนะนำสำหรับช่วงปลายฝนต้นหนาว เหมาะกับการมาเยี่ยมเยือนของไข้หวัด

น้ำขิง สมุนไพรรสเผ็ดร้อนของ ขิง มาจากน้ำมันหอมระเหยที่เรียกกันว่า Gingerols สรรพคุณถึงฤทธิ์เผ็ดร้อนของพืชหัว ชนิดนี้ว่าจะช่วยย่อย อาหาร แก้อาการท้องอืดเฟ้อ รวมทั้งยังแก้คลื่นไส้อาเจียน และแก้อาการแพ้ท้อง รวมทั้งช่วยขยายช่องทางเดินของเลือดลมทั่วร่างกาย รับประทานแล้วจะช่วยให้ความอบอุ่นจากภายใน รวมทั้งช่วยขับเหงื่อได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ขิงช่วยลดอาการอักเสบ-ปวดเมื่อยตามข้อยามลมหนาวมาเยือนด้วย

ที่มา : kroobannok.com

#จินเจน #ดื่มน้ำขิงดื่มจินเจน

อาการ “ชา” หรือจะเป็นสัญญาณบอกโรค

อาการชาปลายนิ้ว หรือรู้สึกมีอาการเหน็บชาตามปลายนิ้วมือ นิ้วเท้าเหมือนมีใครเอาเข็มมาทิ่มแทง อาจเป็นปัญหาที่ใครหลายคนกำลังประสบอยู่ อาจเป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกถึงความผิดปกติของระบบประสาท หากคุณมีอาการชาบ่อยขึ้น ถี่ขึ้น หรือมีอาการชาไม่ทราบสาเหตุ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย

อาการชาเป็นอาการผิดปกติของระบบประสาท   ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกส่วนของร่างกาย แต่ที่พบได้บ่อย คือ บริเวณมือและเท้า เช่น มือชา เท้าชา ชาปลายนิ้วมือ โดยลักษณะของอาการชาอาจเป็นได้ทั้งสูญเสียความรู้สึก รู้สึกแบบผิวหนังหนาๆ เป็นปื้นๆ 

โดยลักษณะของอาการชาเหล่านี้ อาจเป็นอาการของโรคหรือเป็นสัญญาณแรกของโรค เช่น อาจเกิดจากการนั่งหรือยืนในท่าเดิมเป็นเวลานาน ระดับแร่ธาตุและวิตามินในร่างกายผิดปกติ ผลข้างเคียงจากการใช้ยาเคมีบำบัด เบาหวาน ปวดศีรษะ ไมเกรน ลมชัก หลอดเลือดสมอง เป็นต้น

อาการชาแบบไหนที่ควรมาพบแพทย์?

โดยทั่วไป อาการชาที่เกิดร่วมกับอาการปวด อาจจะก่อให้เกิดความรำคาญหรือรบกวนชีวิตประจำตัหากคุณมีอาการชาบ่อยๆ ชาไม่ทราบสาเหตุ อย่านิ่งนอนใจ ควรมาปรึกษาพบแพทย์เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนความผิดปกติของระบบประสาท

  • ชาตามมือและนิ้วมือมักมีอาการร่วมกับปวดแสบปวดร้อนบริเวณกระดูกและข้อ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของโรคเกาต์
  • ชานิ้วก้อย นิ้วนาง และ ขอบมือด้านเดียว แต่ไม่เลยเกินข้อมือ มักเกิดจากการที่เส้นประสาทถูกกดทับตรงข้อศอก แนะนำให้เลี่ยงท่าทางที่ทำให้ชา แนะนำให้ลดงานที่ใช้มือข้างนั้นๆลง เลี่ยงท่าทางที่ทำแล้วทำให้มือชา เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ                                ถ้ารู้สึกชาเลยข้อมือขึ้นมาจนถึงข้อศอก มักจะมีสาเหตุมาจากเส้นประสาทถูกกดทับบริเวณกระดูกไหปลาร้า
  • ชาที่นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วโป้งอาจเป็นอาการเกี่ยวกับกระดูกคอทับเส้นประสาท
  • ชาบริเวณปลายนิ้วมือ นิ้วเท้าอาจมาจากภาวะน้ำตาลสูง ส่งผลให้เส้นประสาทส่วนปลายที่ควบคุมการทำงานของมือ และเท้าเสียหาย
  • ชาตั้งแต่แขนไปจนถึงนิ้วมือมักเกิดจากกระดูกต้นคอเสื่อม และมีผลต่อการกดทับเส้นประสาท
  • ชาตั้งแต่สะโพกลงไปจนถึงเท้าอาจเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท
  • ชาปลายเท้าและปลายมือเข้าหาลำตัวเกิดจากการขาดสารอาหารสำคัญบางชนิด ได้แก่ วิตามิน B1, วิตามิน B6 และ วิตามิน B12  นอกจากนี้ ยังสามารถเกิดขึ้นเนื่องจากการเป็นโรคบางชนิดได้ด้วย เช่น โรคไต โรคมะเร็ง เป็นต้น

ที่มา : sikarin.com

#จินเจน #ดื่มน้ำขิงดื่มจินเจน

สุดยอดอาหาร แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ

อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงอายุ ตั้งแต่วัยรุ่น วัยทำงาน จนถึงวัยสูงอายุ แต่ช่วงอายุที่พบบ่อยมาก คือ 30-40 ปีขึ้นไป เนื่องจากกลุ่มคนในวัยดังกล่าวมีการทำงานของระบบการย่อยอาหารที่เสื่อมถอยลงตามวัย สาเหตุหลักๆ มาจากในกระเพาะอาหารของเรามีแก๊สอยู่เยอะเกินไป ลักษณะของอาการจะมีอาการจุก เสียด คล้ายมีลม บางครั้งมีอาการแสบร้อนที่อกเหนือลิ้นปี่อีกด้วย


หนึ่งในวิธีบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ นั่นก็คือการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มเพื่อบรรเทาอาการ วันนี้จินเจนเลยจะมาแนะนำอาหาร 5 อย่างที่รับรองว่าช่วยได้แน่นอน แถมยังหาทานได้ง่ายอีกด้วยมาฝากกัน

1.ใบกระเพรา

สมุนไพรที่เราคุ้นเคยกันดี เพราะอยู่ในอาหารยอดนิยมที่หลายๆ คนชอบทานกันอย่างผัดกระเพรา เพียงนำใบกระเพราสด 1 กำมือต้มกับน้ำเดือด กรองเอาแต่น้ำ หรือใช้ใบกระเพราตากแห้งมาชงกับน้ำดื่ม ก็ช่วยบรรเทาอาการท้องอืดอย่างได้ผลเช่นกัน

2.น้ำมะนาว

เพื่อนๆ รู้มั้ยครับว่ากรดในมะนาว สามารถช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหารให้ทำงานตามปกติได้ ลองบีบมะนาวใส่น้ำอุ่นเพื่อจิบเบาๆ ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยบรรเทาอาการท้องอืดได้ด้วยนะ

3.มะละกอสุก

เนื่องจากในมะละกอสุกนั้นมีน้ำย่อยธรรมชาติที่ช่วยย่อยอาหารได้ หากลองสังเกตดูดีๆ จะพบว่าเมื่อทานมะละกอสุกเข้าไปไม่นาน จะช่วยลดอาการแน่นท้อง และท้องอืดได้อีกด้วย

4.สับปะรด

สับปะรดมีคุณสมบัติช่วยย่อยอาหารประเภทโปรตีนให้มีขนาดเล็กลง และชำระล้างไขมันที่เกาะตามอวัยวะต่างๆ หากทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์มาก ลองทานสับปะรดเข้าไป ก็ช่วยย่อยและแก้ท้องอืดได้ดีทีเดียว

5.ขิง

การที่ขิงมีฤทธิ์ร้อน นอกจากขับลมแล้วยังช่วยย่อยอาหารภายในกระเพาะ จึงทำช่วยบรรเทาอาการแน่นท้องได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

ที่มา: sanook.com


#ท้องอืด #ท้องเฟ้อ
#จินเจนห่วงใยกันและกัน
#ดื่มน้ำขิงดื่มจินเจน

“นมผสมขิง” มีคุณค่ามากกว่าที่คิด ดีต่อสุขภาพในระยะยาว

หากพูดถึง “นม” หรือ “ขิง” หลายคนก็คงรู้จักหรือเคยดื่มกันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าเราสามารถดื่ม “นมผสมขิง” ได้เลยในคราวเดียวกัน ซึ่งประโยชน์และคุณค่าที่ได้ก็จะได้คูณสองเช่นกัน ตามมาดูกันเลยว่าการดื่ม นมผสมขิง นั้นจะดีต่อสุขภาพของเราอย่างไรบ้าง

1. ป้องกันโรคกระดูกพรุน
อย่างที่ทราบกันดีว่า ในนมนั้นมีปริมาณแคลเซี่ยมสูง ซึ่งมีประโยชน์ในการช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ดี โดยเฉพาะกับผู้สุงอายุหรือคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ต้องการปริมาณแคลเซียมในปริมาณสูง

2. แก้อาการนอนไม่หลับ
สารทริปโตเฟน (Tryptophan) ในนมจะช่วยลดความตื่นเด้นและช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น ยิ่งหากดื่มพร้อมกันกับน้ำขิงแล้วนั้น ก็จะยิ่งทำให้อุ่นท้อง นอนหลับได้สบายมากยิ่งขึ้น

3. ช่วยลดความดันโลหิตสูง
มาถึงประโยชน์ของขิงข้อหนึ่งที่สำคัญเลย นั่นก็คือช่วยลดความดันโลหิต รวมถึงยังช่วยปรับระบบหมุนเวียนเลือดให้อยู่ในภาวะสมดุลอีกด้วย

4. ช่วยลดอาการท้องอืด
สำหรับบางคนโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ดื่มนมแล้วเกิดอาการท้องอืด จุกเสียดแน่ท้องนั้น เนื่องจากร่างกายย่อยน้ำตาลแลคโตสในน้อยได้น้อยลงทำให้เกิดอาการดังกล่าว ในขณะที่สรรพคุณหนึ่งของขิงนั้นคือช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อได้ดี ดังนั้นหากเราดื่ม นมผสมขิง ในคราวเดียวกัน ผู้ที่เคยมีอาการเหล่านี้ก็จะพบปัญหาน้อยลง หรือสามารถกลับมาดื่มนมได้ปกติเหมือนเดิม

หากใครที่รู้สึกว่าการดื่มนมผสมขิงนั้นก็ดี มีประโยชน์ แต่ยังรู้สึกยุ่งยากในการทำ วันน้ีจินเจนเลยขอเสนอ “จินเจน ขิงผสมนม” ในรูปแบบซอง Twin Pack สามารถชงได้พร้อมกันในแก้วเดียว เพียงเติมน้ำร้อน ฉิงซอง เทผงนมและผงขิง คนให้เข้ากัน ง่ายๆเพียงเท่านี้ ก็ได้เครื่องดื่มขิงผสมนม ที่คงคุณประโยชน์ของนมสดแท้และขิงแท้เอาไว้อย่างครบถ้วน


สนใจผลิตภัณฑ์ สั่งซื้อได้ที่: https://bit.ly/3aj7rk4

#จินเจน #ดื่มน้ำขิงดื่มจินเจน

อาหารแนะนำช่วงมีประจำเดือน!

ช่วงใกล้จะมีประจำเดือนและในระหว่างที่ประจำเดือนมา จะเป็นภาวะที่ฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุล สาว ๆ หลายคนจึงมักจะเจอปัญหาต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ เช่น อาการปวดท้อง หงุดหงิด หรือเป็นสิว เป็นต้น

อาการต่าง ๆ เหล่านั้น นอกจากกินยาแล้วก็ยังสามารถบรรเทาได้ด้วยการเลือกรับประทานอาหารบางประเภทได้ด้วย เช่น

1. ขิง หรือน้ำขิง จัดเป็นเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพอย่างมาก ช่วยในเรื่องลดอาการปวดประจำเดือนได้ดี เพราะมีโพแทสเซียมสูง บรรเทาอาการปวดเกร็วท้องน้อย



2. ถั่วและมันฝรั่ง ช่วยลดความหงุดหงิด


3. แซลมอน อะโวคาโด และเมล็ดฟักทอง เป็นแหล่งธรรมชาติของวิตามินดี อุดมไปด้วยกรด EPA และ DHA ที่ช่วยลดอาการบวมน้ำได้


4. แตงกวา ช่วยบรรเทาอาการท้องอืด


5. ผลไม้สีส้ม ช่วยลดความันให้ผิว ลดโอกาสการเกิดสิวได้

วิธีแก้อาการปวดหัว แบบไม่ต้องพึ่งยา

“ร้อนจนปวดหัว!” คำพูดหรืออาการที่เรามักได้ยินเป็นประจำในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ ซึ่งอาการที่สัมพันธ์กับอากาศร้อน และพบเป็นประจำก็คือ อาการปวดศีรษะไมเกรน หรือปวดศีรษะข้างเดียว หรือทั้งสองข้าง มีอาการปวดตุ๊บ ๆ บริเวณขมับหรือกระบอกตา ผู้ป่วยบางรายอาจปวดมากขึ้นเมื่อขยับร่างกาย บางรายมีอาการคลื่นไส้และอาเจียนร่วมด้วย บางรายอาจมีอาการปวดมากขึ้นเมื่อเจอกับเสียงดังหรือแสงจ้า

นอกเหนือจากนี้แล้ว สาเหตุของอาการที่พบบ่อยอีกประการคือ อยู่ในสภาพที่อากาศเปลี่ยนแปลง เช่น จากที่เดินตากแอร์อยู่ในห้างสรรพสินค้า จู่ๆ ก็เดินออกไปบริเวณลานจอดรถร้อนๆ ส่งผลให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน จนเกิดอาการไมเกรนขึ้น

อาการปวดหัวลักษณะนี้ สามารถแก้หรือบรรเทาได้โดยยังไม่ต้องไปหายามารับประทาน เพียงลองทำแบบนี้ดู!

1. หลีกเลี่ยงการตากแดดจัด หรือบริเวณที่มีแสงจ้ามาก หรือหลบแดดมาพักก่อนเพื่อบรรเทาอาการปวดหัวในเบื้องต้น

2. เติมน้ำให้ร่างกาย เพราะการขาดน้ำคือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดหัว

3. สูดดมกลิ่นน้ำมันหอมระเหย เลือกชนิดที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวโดยเฉพาะ ช่วยลดปวดได้ชะงัด

4. นวดกดจุดและยืดกล้ามเนื้อ ผ่อนคลายความตึงของกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ ซึ่งมักสัมพันธ์กับอาการปวดหัว

5. ประคบร้อนบริเวณหลังคอด้วยกระเป๋าน้ำร้อน ประมาณ 10-15 นาที เพื่อลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ

6. ดื่มหรือจิบน้ำขิง เพราะหนึ่งในสรรพคุณของขิงนั้นจะช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรนได้ ทั้งชนิดปวดแบบสองข้าง และข้างเดียว เนื่องจากสารเคมีที่อยู่ในขิงจะสามารถปรับสารไอโคซานอยด์ ทำให้อาการปวดหัวบรรเทาลงได้

น้ำขิง นอกจากจะช่วยเรื่องบรรเทาอาการปวดหัวแล้ว การดื่มน้ำขิงเป็นประจำ ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกายได้อีกด้วย

#ดื่มน้ำขิงดื่มจินเจน