หวาน มัน เค็ม ใครร้ายกว่ากัน

หวาน มัน เค็ม ใครร้ายกว่ากัน

ชานมไข่มุก หมูกรอบ ยำไข่แดงเค็ม ปูไข่ดอง หมูกระทะ ชาบู เมนูยอดฮิต ติดกระแสสุดๆในตอนนี้ ด้วยรสชาติที่กลมกล่อม “หวาน-มัน-เค็ม” ถูกปากตรงใจใครหลายๆคน

แต่ภายใต้รสชาติแสนอร่อยนั้นก็ซ่อนอันตรายเป็นตัวร้ายที่อาจก่อให้เกิดโรคได้ หากบริโภคเกินความจำเป็นจนร่างกายสะสมมากจนเกินไป

วันนี้ป้าเจนจึงขอนำข้อมูลดีๆ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการปรับเปลี่ยน #พฤติกรรมการกิน เพื่อให้เราห่างไกลโรค เราไปดูกันเลยค่ะ

การกินหวานให้ปลอดภัย คือ ควรบริโภคน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา/วัน (1 ช้อนชา = 4 กรัม ) ซึ่งในความเป็นจริงเราอาจบริโภคน้ำตาลให้เหลือเพียงวันละ 6 ช้อนชาได้ค่อนข้างลำบาก

ยากเกินไปสำหรับใครบางคน 💡ป้าเจนขอเสนอว่าให้เริ่มจากการดื่มเครื่องดื่มหวานน้อย หรือดื่มน้ำเปล่า และควรชิมก่อนปรุงทุกครั้ง เป็นต้น

 

การกินมันให้ปลอดภัย คือ ควรบริโภคน้ำมันไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา หรือประมาณ 30 กรัม

ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทไขมันไม่อิ่มตัว และไขมันทรานส์สูง ที่แฝงตัวอยู่ใน ขนมเค้ก ขนมที่ใส่กะทิ กุนเชียง ไส้กรอก ปลากระป๋อง เนื้อสัตว์ติดมัน และอาหารประเภทถั่ว เป็นต้น

 

ควรบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หลายคนติดการกินเค็ม และอาหารหลายๆอย่างในปัจจุบันก็มีรสชาติเค็มสูง

เราสามารถลดปริมาณการบริโภครสเค็มได้ง่ายๆ เช่น การใช้เครื่องปรุง Low-Sodium หรือก่อนทานสังเกตปริมาณโซเดียมที่ฉลากสินค้า

 

ระหว่าง หวาน มัน เค็ม อะไรที่ร้ายกว่ากัน ขอตอบได้เลยว่า ทุกรสชาติจะมีความร้ายแรงต่อร่างกายเหมือนกัน หากบริโภคเกินความจำเป็น และขาดการดูแลเอาใจใส่ร่างกายด้วยการออกกำลังกาย

🍲ดังนั้นป้าเจนอยากฝากทุกคนให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินใหม่ เรามาค่อยๆปรับไปด้วยกัน เพื่อสมดุลชีวิตที่ดียิ่งขึ้นนะคะ

 

 

สามารถหาซื้อน้ำขิงจินเจนได้แล้วที่ www.Gingen.com


#จินเจน #Gingen #ดื่มน้ำขิงดื่มจินเจน #ขิงผงสำเร็จรูปจินเจน #ดื่มดีมีประโยชน์ปรุงอาหารก็อร่อย

#ขิงผง100% #ขิงผงไม่มีน้ำตาล #ขิงผสมมน้ำตาล #ขิงยอดนิยม #ขิงเข้มข้น #ขิงเพิ่มน้ำนม #ขิงสำหรับคุณแม่

#ประโยชน์ของขิง #สมุนไพรขิง #ขิงยาอายุวัฒนะ #ขิงทำอาหาร

#ขิงช่วยเผาผลาญ #ขิงลดความอ้วน#ขิงแก้เมารถ #ขิงแก้เมาเรือ #ป้าเจน